ความรู้เกี่ยวกับวงการพระเครื่องและการเช่าพระเครื่อง
ความเป็นมาของพระเครื่องไทยนั้นมีการพัฒฯมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จะเรียกว่านักเลงพระ สมัยก่อนนั้นจะเป็นการสร้างพระตามค่านิยมความศรัทธาและความเชื่อ แต่พอมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากการสืบค้นถึงในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พบว่ามีการสะสมพระและเล่นหาแลกเปลี่ยนกันในหมู่เจ้าขุนมูลนายรวมถึงพระบรมวงศ์ษานุวงษ์
โดยส่วนใหญ่จะนำพระบูชามาดูกันและประกวดกัน จากนั้นก็มีการพัฒนาในการดูพระเครื่องมากขึ้น โดยขุนนางและพ่อค้าวาณิชต่างๆจะนำพระใส่ห่อและแลกเปลี่ยนที่วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามหรือวัดโพธ์ท่าเตียน ต่อมาเมื่อมีคนรับชอบทางนี้มากขึ้นสถานที่เดิมก็แคบลงก็จะขยายมาที่ใต้ถุนศาลอาญาหรือโคนมะขาม ท้องสนามหลวง ยุคนี้เองทำให้มีการก่อกำเนิดเซียนพระขึ้นมา ซึ่งหมายความว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้การซื้อขายวัตถุมงคลของวงการพระยุคแรกๆ ซึ่งในยุคดังกล่าวนั้นยังไม่มีการเช่าอย่างเป็ฯธูรกิจอย่างจริงจังแต่เป็ฯการแลกเปบี่ยนด้วยเงินแต่มีการเรียกทั่วไปว่า ” การเช่าบูชา” ต่อมามีการนิยมเช่าพระกันมากขึ้น สังคมพระเครื่องที่ใต้ศาลอาญาก็เลิกไป ประมาณปี 2500 โดยย้ายไปอยู่ที่ใหม่เป็นร้านกาแฟข้างคลองหลอด อยู่คนละฝั่งคลองเล็กๆ ข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน ซึ่งนักเล่นพระเรียกว่า “ บาร์มหาผัน” ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความแตกต่างจากสังคมพระเครื่องเดิมอยู่ไม่น้อย กล่าวคือเป็นแหล่งสะสมผู้เช่าพระเป็ฯคนทั่วๆไป ไม่เฉพาะแต่เจ้าขุนมูลนายในอดีต แต่ในขณะเดียวกันนั้น บาร์มหาผัน ก็เริ่มมีปัญหา เพราะมีการโอ้อวดอำนาจพุทธคุณมากเกินไป มีการพิสูจน์และการหลอกลวง เพื่อเอาขอผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ต่อมาสังคมพระเครื่องมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ การเล่นหาพระมีความจริงมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้เกิดตลาดใหม่ขึ้นมา เช่น ตลาดวัดมหาธาตุ โดยมีการซื้อขายเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าเดิม โดยมีการซื้อหาแลกเปลี่ยน พระกันมากขึ้น ต่อมาปี 2520 ก็ได้มีการขยับขยายไปที่วัดราชนัดดาและท่าพระจันทร์ ทำให้วงการพระเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงมีการจัดชมรมต่างๆที่เกี่ยวกับวงการพระเครื่องมากขึ้น จนพัฒนาเข้าสู่เข้า เช่นห้างพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำและได้ขยายมาเรื่อยๆทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ปัจจุบันสังคมพระเครื่องเป็นที่แพร่หลายอย่างมาก จากคนทุกกลุ่ม ชนชั้น อาชีพ ซึ่งที่เจริญเติบโตควบคู่กันคือ ธุรกิจวัตถุมงคลซึ่งเจริญเติบโตรวดเร็ว มากกว่าธุรกิจการค้าอย่างอื่นหลายประเภท และเป็นแหล่งลงทุนที่มีจำนวนมาหศาล โดยปราศจากทิศทางและแนวทางที่เหมาะสมตลอดจนการผสมผสานระหว่างธุรกิจกับศรัทธาในพระพุทธศาสนาว่าจะเป็นแบบใด จึงจะสอดคล้องกับการเป็นเมืองพุทธและการพัฒนาของประเทศไทย
ศูนย์จำหน่ายพระเครื่องนั้น จะเป็นสถานที่ ที่มีแผงพระเพื่อให้เช่าหรือแลกเปลี่ยนกันที่จะสามารถเรียกลูกค้า เข้ามาเช่าซื้อแลกเปลี่ยนได้ทุกวัน โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการ ศูนย์พระเครื่องจะเป็นแหล่วงรวามพระเครื่อง พระบูชาและวัตถุมงคลต่างๆ ดังนั้น คนที่เช่าพระจะต้องจำเป็น ให้รู้ว่าการเช่าพระนั้น กลายเป็นธุรกิจ อย่างนึงไปแล้ว
ดังนั้นการที่เราเข้าในศูนย์พระเครื่องนั้นจึงจำเป็นจะต้องร็คำศัพท์ในวงการพระเครื่องพอสมควร เช่น
การเช่า หมายถึง การจ่ายเงินซื้อพระ
การให้เช่า หมายถึง การเอาพระไปให้ผู้อื่นเช่าแต่ในปัจจุบันนี้ การเช่าและการให้เช่า ค่อยๆจางหายไป จะใช้คำว่า การขายแทน
เซียนพระ หมายถึง ผู้รอบรู้เรื่องพระ
การต้มหรือแหกตา หมายถึง การหลอกลวง เอาพระปลอมมาให้เช่าหรือเอาพระแท้แต่ผิดวัดมาให้เช่า
การแห่ หมายถึง การนำพระไปตรวจสอบก่อนการเช่า
อุปกรณ์ในการเล่นพระ
1. แว่นขยาย (วงการพระเรียกว่ากล้อง) เพื่อใช้ส่องดูรายละเอียดเพื่อส่องดูส่วนที่ชำรุด และแตกหักและตำหนิ โดยทั่วไปจะนิยมขยาย8 ถึง10 เท่า เพื่อให้มองเห็นอย่างชัดเจน
2. ตำราเอกสารเกี่ยวกับพระ จะเป็นตำราที่บอกรายละเอียดเกี่ยวกับพระต่างๆ พิมพ์ต่างๆ ตลอดจนตำหนิต่างๆของพระ รวมถึงราคากลางของพระด้วย
การค้าวัตถุมงคลในปัจจุบันจะมีเงินทุนหมุนเวียนอย่างสูงจึงทำให้ มีผู้ค้ามากมายในวงการธุรกิจมากในวงการพระเครื่อง
ผู้ค้าแบ่งออกได้หลายกลุ่มดังนี้
1. ผู้ค้าในแหล่งวัตถุมงคลขนาดใหญ่ เช่น ตลาดท่าพระจันทร์ ตลาดนัดสวนจตุจักร ตลาดวัดราชนัดดา
2. ผู้ค้าในแหล่งศูนย์การค้า ซึ่งจะเปิดพื้นที่ในเช่าวัตถุมงคลโดยตรง เช่น พันธุ์ทิพย์พลาซ่างามวงศ์วาน อิมพิเรียลสำโรง บางใหญ่ซิตี้ เป็นต้น
3. ผู้ค้าตามแหล่งชุมชน ได้แก่ร้านค้าขนาดเล็กๆ จึงจับเป็นกลุ่มกันย่อยๆ ตามตลาดทั่วไป เช่น ตลาดรังสิต ตลาดนนทบุรี ตลาดพีเซนเตอร์ ตลาดยิ่งเจริญ เป็นต้น
4. ผู้ค้าที่ไม่วางเป็นหลักแหล่ง จะวางอาศัยตามแหล่งตลาดนัดทั่วไปหรือบาทวิถี ตลาดวัดราชนัดดา บาทวิถีสวนจตุจักร และรอบสนามหลวงเป็นต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น